วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

"จงขายตัวคุณให้ได้ก่อนขายสินค้า"



เชื่อว่าหลายคนคงจะทำบล็อกหรือเว็บส่วนตัว และแน่นอนว่าเจ้าของบล็อกหรือเว็บต้องทำหน้าเพจที่เรียกว่า About Me แต่จะเขียนอย่างไรล่ะ ในเมื่อชีวิตของแต่ละคนผ่านมาหลายปี (หรือบางคนอาจจะหลายสิบปี) ย่อมมีหลายอย่างที่ผ่านเข้ามา มีเทคนิคง่ายๆ ในการเขียน About Me มาฝากกันค่ะ

หลักการเขียน About Me

1. First impression by picture
ก่อนที่ผู้อ่านจะลงสายตาอ่านเรื่องราว About Me ของคุณ เขาจะต้องเห็นรูปของคุณก่อน รูปประจำโปรไฟล์ รูปดิสเพลย์ ฯ เชื่อไหมว่า รูปเพียงรูปเดียวก็บอกเรื่องราวได้หลายอย่างแล้ว เพราะฉะนั้นการเลือกรูปประกอบโปรไฟล์ใน About Me ขอให้เลือกอย่างตั้งใจ อย่าสักแต่ว่าใช้รูปไหนก็ได้ รูปประจำตัวของคุณมีอิทธิพลต่อผู้อ่านไม่น้อยเลย

2. Who are you?
ชื่อเสียงเรียงนาม ชื่อจริง ชื่อเล่น ฉายา นามปากกา พ่อชอบเรียกว่า แม่ชอบเรียกว่า ยายชอบเรียกว่า เพื่อนชอบเรียกว่า แฟนชอบเรียกว่า ยามหน้าหมู่บ้านชอบเรียกว่า ฯ ใส่ได้ตามสบาย บอกให้ผู้อ่านรู้ว่าคุณชื่ออะไร ลองนึกดูสิว่าเมื่อผู้ติดตามบล็อกหรือเว็บของคุณ เรียกคุณด้วยชื่อดังกล่าว มันจะรู้สึกดีแค่ไหน ยิ่งถ้าใครนำชื่อตนเองมาเป็น URL ด้วย หรือถ้านำชื่อตัวเองมาเป็นชื่อ Title ของบล็อกนั้นๆ ฟันธงเลยว่าเมื่อบล็อกหรือเว็บของคุณดัง คุณก็จะดังไปด้วย คนทั้งเมืองจะรู้จักคุณ ชื่อไหนที่คุณคิดว่าจะติดปากผู้อ่าน นำมาพรีเซนท์ให้เต็มที่เลย

3. Contacts
สำแดงตัวตนให้ผู้อ่านรู้ว่าคุณไม่ใช่นักรบเงาหรือนอมินี คุณจะต้องมี ช่องทางการติดต่อ ผ่านหน้าเพจ About Me ยิ่งมากยิ่งดี เพราะเราไม่รู้หรอกว่าผู้อ่านจะติดต่อเราทางไหนบ้าง ช่องทางการติดต่อที่นิยมกัน ได้แก่ MSN, Camfrog, Skype, e-mail etc., และ Social Network ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Hi5, My Space, Multiply etc., ยิ่งคุณมีช่องทางการติดต่อมาก ผู้อ่านก็จะยิ่งรู้สึกชอบในตัวคุณ ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะมันจะเป็นการสื่อสารโต้ตอบกัน บ่อยครั้งที่ผู้อ่านจะรู้สึกลึกๆ ว่านั่งอ่านบล็อกอยู่คนเดียว คนเขียนเป็นใครก็ไม่รู้ เหมือนกำลังติดตามเงาของคนที่ไม่มีตัวตน แต่หากคุณมีช่องทางการติดต่อมากมายสารพัด ผู้อ่านจะยินดีติดตามคุณโดยไม่กังขา อย่างน้อยๆในบางครั้ง บทความที่คุณเขียน อาจมีคำชื่นชมจากผู้อ่าน สินค้าที่คุณขาย ผู้ซื้ออาจมีข้อสงสัย และคำติชมต่างๆ ก็เป็นประโยชน์ในการพัฒนาเว็บหรือบล็อกของคุณต่อไป

4. The most important Experience
มีคำ 2 คำที่คุณต้องทำความเข้าใจ คือ "ทำอะไรได้" กับ "ทำอะไรมา" (Skills & Experience) คำว่าทำอะไรได้ คือการบอกว่าคุณทำอะไรเป็น มีความสามารถอะไร หรืออีกทีก็คือการเยินยอตัวเอง ลองนึกถึงธรรมชาติผู้อ่านสิ ถ้าตัวเรากำลังเยินยอตัวเอง ใครที่ไหนจะมานั่งฟัง ไม่ใช่เรื่องผิด หากคุณจะสาธยายสิ่งที่คุณทำได้ แต่มันจะดีกว่า ถ้าคุณจะให้ความสำคัญกับเรื่อง "คุณทำอะไรมาบ้าง"
บอกเล่าประสบการณ์ ดีกว่าเยินยอความสามารถตัวเองให้ผู้อื่นฟัง ไม่มีใครอยากรู้หรอกว่าคุณทำอะไรได้บ้าง คุณไม่ใช่นางแบบสาวสุดเซ็กซี่ ไม่ใช่ดาราหนุ่มสุดฮอต ที่ไม่ต้องพรีเซนท์อะไรมากมายก็ทำเอาคนคลั่งไคล้กันทั้งเมือง
สิ่งที่ผู้อ่านคลั่งไคล้ในตัวคุณคือเว็บหรือบล็อกของคุณ อาจจะเป็นบทความ อาจจะเป็นสินค้าที่คุณขาย มันจะดูดีกว่า ถ้าคุณบอกเล่าประสบการณ์ได้สมฐานะกับการเป็นเจ้าของเว็บหรือบล็อกแห่งนั้น
จำประโยคนี้ไว้ ยิ่งประสบการณ์ของคุณโชกโชน คุณก็จะยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก

5. What do you like the best?
บอกเล่าสิ่งที่คุณชื่นชอบ เพื่อหาพวกเดียวกัน คุณอาจจะชอบถ่ายรูป ชอบท่องเที่ยว ชอบดูคลิป18+ ชอบช็อปปิ้ง ชอบพอลล่า ชอบกินกบ ฯลฯ เชื่อไหมล่ะว่า เพียงแค่คุณบอกว่าชอบหนังสือเรื่องผู้อ่านบางคนก็จะปิ๊งคุณทันที ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่า "จริงเหรอเนี่ย ฉันก็เคยอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกันนะ"

6. Your way and your word
หนึ่งคำคมของปราชญ์ ทลายกำแพงใจของคนเขลาได้นับแสน จงหาคำคมประจำตัวเอง แล้วใส่ไว้ใน About Me คำคมมักจะบ่งบอกแนวคิดของตัวคุณ สังเกตสิว่าในกระดาน Facebook หลายต่อหลายคนเพียงแค่โพสคำคมสองสามคำ ก็มีคนมากด Like กันเพียบ คำคมประจำตัวคุณจะเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว มีคำเตือนนิดว่า อย่าคมมาก อย่าลึกซึ้งมาก ถ้ามากเกินไป มันจะอ่านไม่เข้าใจ
สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคู่กับคำคมก็คือ เป้าหมายชีวิต ประกาศให้ผู้อ่านรับทราบ เพื่อให้เขารู้ว่าเส้นทางชีวิตของคุณกำลังมุ่งไปที่จุดใด เมื่อเขาติดตามอ่านบทความของคุณ หรือติดตามดูสินค้าต่างๆของคุณ หรือแม้กระทั่งรับข่าวสารจากคุณทางเมล์ เขาจะรู้สึกกลายๆ ว่ากำลังเฝ้ามองคุณเติบโตในแต่ละวันโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว การประกาศบอกสิ่งเหล่านี้ ยังจะเป็นการตอกย้ำตัวคุณอีกด้วย ให้ฮึกเหิม และจะไม่มีวันย่อท้อ (ถ้าท้อก็อายผู้อ่านสิ จริงไหม)
มีเนื้อหาอีกหลายอย่างใน About Me สุดแล้วแต่คุณจะเขียน ที่แนะนำนี้ก็เป็นหลักๆ ซึ่งก็คือสิ่งที่เราจะต้องพรีเซ็นท์ให้ได้ เมื่อคุณขีดๆ เขียนๆ ครบความแล้ว มาดูกันต่อครับว่า การเขียน About Me จะเขียนในรูปแบบไหนได้บ้าง

รูปแบบการเขียน

1. Resume' of me
คือ การเขียนเรซูเม่ส่วนตัว ถ้าใครเคยสมัครงานคงจะรู้จักเป็นอย่างดี มันก็คือการทำโปรไฟล์หรือข้อมูลส่วนตัวนั่นเอง การเขียนเรซูเม่ก็เหมือนการนำเสนอตัวของคุณเอง ยิ่งเขียนมาก ผู้อ่านก็ยิ่งรู้จักข้อมูลส่วนตัวของคุณมากขึ้น รูปแบบการเขียนจะคล้ายๆ ใบสมัครงาน มีช่องระบุเรียบร้อย ใส่แต่ข้อมูลตามที่ระบุ
  • ข้อดีของการเขียนเรซูเม่ คือไม่ต้องกังวลเรื่องการเขียน เพราะคุณแค่กำหนดหัวข้อแต่ละอย่างว่าคืออะไรบ้าง เช่น ชื่อ-สกุล, ช่องทางการติดต่อ, ประสบการณ์, สถาบันที่เกี่ยวข้อง, รางวัลเกีรติยศ, คำคม, เป้าหมาย ฯลฯ เมื่อระบุแล้ว คุณก็แค่ใส่ข้อมูลตามที่ระบุไว้ แปะรูปตัวเองด้วย ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
  • ข้อเสียของการเขียนแบบเรซูเม่ คือมันจะดูจืดชืด สิ่งที่บอกผ่านเรซูเม่คือข้อมูลเท่านั้น มีความคิดของคุณปะปนซ่อนอยู่เพียงเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าคุณชอบที่จะเขียนเรซูเม่ก็เขียนได้เลย มันอยู่ที่ความชอบส่วนตัวครับ

2. Story of me
คือการเขียนโปรไฟล์ส่วนตัวในรูปแบบของเรื่องราว ใช้ สรรพนามแทนตัวบุรุษที่ 1 (ฉัน, ผม, ดิฉัน, หนู, ข้าพเจ้า, เดี๊ยน ฯ) จะคล้ายๆ กับการพูดคุยกับผู้อ่าน เหมือนกำลังเล่าเรื่องตัวเองให้ผู้อ่านฟัง หรือ สรรพนามบุรุษที่ 3 (เขา, หล่อน, มัน ฯ) จะเป็นการเล่าโดยเงา เหมือนมีใครคนหนึ่งกำลังเล่าเรื่องตัวคุณให้ผู้อ่านฟัง
หลายคนอยากจะเขียน About Me เป็นเรื่องราวแบบนี้ แต่ไม่ชำนาญภาษา อันที่จริงไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาเลย ถ้าคุณใช้ภาษาไทยมาตั้งแต่เกิด แค่เขียนเรื่องราวของตัวเอง มันง่ายยิ่งกว่าต้มมาม่าซะอีก เล่ามาเถอะ บ่งบอกความเป็นตัวคุณ อาจจะฝึกเล่าในโปรแกรม Notepad ก่อนก็ได้ เมื่อมั่นใจแล้วก็ค่อยเผยแพร่
  • ข้อดีของการเขียน Story of Me คือการถ่ายทอดข้อมูลส่วนตัวไปพร้อมๆ กับความคิดของคุณ สิ่งที่เขียนออกมาจะบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้มาก เหมือนคำเปรียบเปรยที่ว่า อยากรู้จักนักเขียน ให้อ่านสิ่งที่เขาเขียน ถ้อยความที่คุณบอกเล่าออกมา จะแทรกซึมมาด้วยแนวคิด ทัศนคติ และหลายสิ่งที่คุณอาจจะไม่เคยบอกใคร
  • แต่การเขียน Story of Me ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น บางครั้งการเขียนที่ยืดยาว (ถ้าเขียนเกิน2หน้าA4ก็ถือว่ายาวแล้วครับ) มันจะทำให้ผู้อ่านเบื่อที่จะอ่าน ยิ่งเขียนยาว ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะฝึกการใช้ภาษาเขียน มันจะช่วยให้ผู้อ่านติดตามอ่านจนจบ เมื่อไหร่ที่คุณเขียนได้อรรถรส จากข้อเสียก็จะกลายเป็นข้อดีในทันที ผู้อ่านจะติดตามอ่านเรื่องราวของคุณด้วยความสนุกชนิดที่ว่า วางไม่ลง

ถ้ายังไม่มั่นใจ หรือถ้ายังไม่ชำนาญภาษาเขียน ทดลองเขียนสักครึ่งหน้าก่อน เมื่อคุณคิดว่าใช้ภาษาเขียนคล่องแล้ว จะต่อเติมอย่างไร ยาวแค่ไหน ก็สุดแล้วแต่ตัวคุณ

นี่ก็คือเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการเขียน About Me ผมสนับสนุนการเขียน About Me ก็เพราะว่าโลก อินเตอร์เน็ต กำลังเติบโตไม่หยุดหย่อน เจ้าของเว็บหรือบล็อก ควรทำเพจ About Me รองรับการโต้ตอบกับผู้อ่าน เพราะยุคสมัยตัวใครตัวมันบนโลก อินเตอร์เน็ต จบลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักรบเงา นักเลงคีย์บอร์ด หรือนอมินี ต่อไปนี้เราจะได้รู้จักผู้อ่าน และผู้อ่านก็จะได้รู้จักเรา มันคือกุญแจสำคัญในการประชาสัมพันธ์อะไรก็ตามบน อินเตอร์เน็ต

ไม่ว่า About Me จะออกมาในรูปแบบใด ขอให้คุณตระหนักไว้ว่า นั่นคือตัวคุณ ไม่ใช่สนเท่ห์ ไม่ใช่การหลอกลวง สิ่งนี้สำคัญมาก มีผลต่อศรัทธาของผู้อ่าน ส่วนคุณจะเขียนในรูปแบบไหนให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ก็ต้องใช้วิจารณญาณครับ เว็บหรือบล็อกบางแห่ง ไม่เหมาะที่จะเขียนแบบ Story of Me ในขณะที่บางแห่ง เขียนแบบ Story of Me จะดูมีภาษีกว่า

อย่างไรก็ตาม สละเวลาสักนิดทำเพจ About Me ด้วยความตั้งใจ เชื่อสิว่าท้ายที่สุด สิ่งที่คุณจะได้รับ และจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวคือ ผู้อ่านจะชื่นชอบในตัวคุณ พวกเขาจะบอกต่อ กลุ่มผู้อ่านจะขยายตัว ยิ่งคุณมีการอัพเดท คุณก็จะยิ่งได้ผลลัพธ์ที่สุดยอด คุณไม่จำเป็นต้องสาธยายสินค้าที่คุณขายนับร้อยนับพันรายการ เพียงแค่คุณทำหน้าเพจ About Me เพียงหน้าเดียวก็เกินพอ "จงขายตัวคุณให้ได้ก่อนขายสินค้า" ตามศัพท์ที่เหล่านักการตลาดบนอินเตอร์เน็ตเรียกกันว่า Personal Branding

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น