วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

รู้ไหม ยิ่งเครียด…ยิ่งปวดหลัง


ความเครียดกับอาการปวดหลังอาจดูเหมือน 2 อย่างที่ไม่น่าจะเกี่ยวกันได้ แต่ความจริงแล้วมันเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกเลยล่ะค่ะ ดังนั้นใครที่กำลังเครียดๆ ก็ลองสังเกตดูสิคะว่าเรามีอาการปวดต้นคอ ปวดหลัง หรือปวดศรีษะอยู่บ้างหรือเปล่า ถ้ามี เรามีวิธีการที่ช่วยบรรเทาได้มาฝากกันค่ะ

เครียดกับปวดหลังเกี่ยวข้องกันอย่างไร

เมื่อเกิดความเครียด กล้ามเนื้อของเราก็หดเกร็งมากขึ้น โดยเฉพาะส่วนหลังและลำคอ ซึ่งหากกล้ามเนื้อเกร็งอยู่เป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้ เราจึงพบว่าคนที่กำลังเครียดมักจะมีอาการปวดต้นคอ ปวดเอว หรือปวดศีรษะร่วมด้วยนั่นเอง และหากยังเครียดต่อไปอีกนานๆ อาการปวดหลังปวดคอ และความเครียดนั้นก็จะลุกลามไปเป็นอาการเรื้อรังที่รักษายากกกกก มากๆ เลยล่ะค่ะ

นั่งนาน – นั่งผิดท่า – พักผ่อนน้อยก็มีส่วน

กลุ่มคนที่พบว่ามักมีความเครียดสูงก็คือคนที่อยู่ในวัยทำงาน และคนวัยทำงานยุคนี้ก็มักนั่งอยู่กับโต๊ะกันเป็นส่วนมาก ซึ่งการนั่งนานๆ โดยไม่ปรับเปลี่ยนอิริยาบถเลย และการนั่งผิดท่า ก็จะทำให้กล้ามเนื้อรับภาระหนักมากขึ้น ผนวกกับความเครียดที่ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งและเพิ่มกรดในกล้ามเนื้อ อาการปวดหลังปวดคอของคุณก็จะยิ่งแย่ลง
นอกจากนั้น คนที่เครียดและพักผ่อนน้อย ก็อาจสังเกตว่าตัวเองมีอาการปวดหลังบริเวณบั้นเอวได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าบางวันจะเพิ่งลุกขึ้นนั่งได้ไม่นานเท่านั้นเอง นั่นเป็นเพราะว่าขณะที่ร่างกายมีความเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ ไตก็จะทำงานหนัก ส่งผลให้ไตเสื่อมเร็วกว่าปกติ สัญญาณแรกๆ ของไตเสื่อมก็คืออาการปวดหลังที่คุณกำลังประสบนั่นเอง และคุณอาจจะมีรอยคล้ำใต้ตา ผิวพรรณไม่ผ่องใส หงุดหงิด เหนื่อยง่ายร่วมด้วย

จะบรรเทาอาการได้อย่างไร

วิธีที่ยั่งยืนก็คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งหมด เริ่มจากการนั่งให้ถูกท่า ลุกขึ้นมาเปลี่ยนท่าบ้าง เดินบ้าง และที่สำคัญคือนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ไตได้พัก การนอนนี่เห็นผลจริงๆ นะคะ ช่วยได้ทั้งอาการปวดหลังและความเครียดเลยล่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วคุณจะพบว่าการปรับไลฟ์สไตล์ให้เรารู้สึกสบายเนื้อสบายตัวมากขึ้น ก็จะช่วยให้คุณเครียดน้อยลงได้มาก ตื่นมาสดใสมีกำลังใจทำงานขึ้นเยอะ
สำหรับคนที่ปวดหลังมากๆ การใช้ยาคลายกล้ามเนื้ออาจพอช่วยได้บ้าง แต่ควรจำไว้ว่าต้องทานยาหลังอาหารทันทีเพราะยามีฤทธิ์กัดกระเพาะสูงมาก (ไม่งั้นจะได้โรคกระเพาะแถมมาอีกอันล่ะ) การลองไปนวดแผนไทยหรือแผนจีนก็จะช่วยบรรเทาอาการและได้รับคำแนะนำในการปรับพฤติกรรมจากผู้นวดด้วย เพียงแต่คุณควรจะหาข้อมูลมาดีๆ ว่าที่ๆ จะไปเชื่อถือได้หรือไม่ ไม่เช่นนั้นอาการอาจจะหนักกว่าเดิม
นอกจากนั้นพยายามลดอาหารที่มีคอเรสเตอรอลและไขมันสูง เพราะของจำพวกนี้จะทำให้เส้นเลือดอุดตัน ส่งผลทางอ้อมต่อความเครียดและอาการปวดหลังของคุณได้เหมือนกัน อีกทั้งทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงอย่างเช่น สตรอวเบอรี่ ส้ม เพื่อเพิ่มความสดชื่น ลดความอ่อนเพลีย หรือจะทานวิตามินบีรวม กับกรดไขมัน Omega – 3 เพิ่มเติมดูบ้างก็ได้ค่ะ เพราะสองอย่างนี้มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูและลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ อาจไม่ได้ออกฤทธิ์โดยตรงเหมือนยาแก้ปวด แต่จะช่วยคุณได้ในระยะยาวค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก ชุมชนคนสุขภาพดีค่ะ http://www.goodlywomen.com

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

"จงขายตัวคุณให้ได้ก่อนขายสินค้า"



เชื่อว่าหลายคนคงจะทำบล็อกหรือเว็บส่วนตัว และแน่นอนว่าเจ้าของบล็อกหรือเว็บต้องทำหน้าเพจที่เรียกว่า About Me แต่จะเขียนอย่างไรล่ะ ในเมื่อชีวิตของแต่ละคนผ่านมาหลายปี (หรือบางคนอาจจะหลายสิบปี) ย่อมมีหลายอย่างที่ผ่านเข้ามา มีเทคนิคง่ายๆ ในการเขียน About Me มาฝากกันค่ะ

หลักการเขียน About Me

1. First impression by picture
ก่อนที่ผู้อ่านจะลงสายตาอ่านเรื่องราว About Me ของคุณ เขาจะต้องเห็นรูปของคุณก่อน รูปประจำโปรไฟล์ รูปดิสเพลย์ ฯ เชื่อไหมว่า รูปเพียงรูปเดียวก็บอกเรื่องราวได้หลายอย่างแล้ว เพราะฉะนั้นการเลือกรูปประกอบโปรไฟล์ใน About Me ขอให้เลือกอย่างตั้งใจ อย่าสักแต่ว่าใช้รูปไหนก็ได้ รูปประจำตัวของคุณมีอิทธิพลต่อผู้อ่านไม่น้อยเลย

2. Who are you?
ชื่อเสียงเรียงนาม ชื่อจริง ชื่อเล่น ฉายา นามปากกา พ่อชอบเรียกว่า แม่ชอบเรียกว่า ยายชอบเรียกว่า เพื่อนชอบเรียกว่า แฟนชอบเรียกว่า ยามหน้าหมู่บ้านชอบเรียกว่า ฯ ใส่ได้ตามสบาย บอกให้ผู้อ่านรู้ว่าคุณชื่ออะไร ลองนึกดูสิว่าเมื่อผู้ติดตามบล็อกหรือเว็บของคุณ เรียกคุณด้วยชื่อดังกล่าว มันจะรู้สึกดีแค่ไหน ยิ่งถ้าใครนำชื่อตนเองมาเป็น URL ด้วย หรือถ้านำชื่อตัวเองมาเป็นชื่อ Title ของบล็อกนั้นๆ ฟันธงเลยว่าเมื่อบล็อกหรือเว็บของคุณดัง คุณก็จะดังไปด้วย คนทั้งเมืองจะรู้จักคุณ ชื่อไหนที่คุณคิดว่าจะติดปากผู้อ่าน นำมาพรีเซนท์ให้เต็มที่เลย

3. Contacts
สำแดงตัวตนให้ผู้อ่านรู้ว่าคุณไม่ใช่นักรบเงาหรือนอมินี คุณจะต้องมี ช่องทางการติดต่อ ผ่านหน้าเพจ About Me ยิ่งมากยิ่งดี เพราะเราไม่รู้หรอกว่าผู้อ่านจะติดต่อเราทางไหนบ้าง ช่องทางการติดต่อที่นิยมกัน ได้แก่ MSN, Camfrog, Skype, e-mail etc., และ Social Network ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Hi5, My Space, Multiply etc., ยิ่งคุณมีช่องทางการติดต่อมาก ผู้อ่านก็จะยิ่งรู้สึกชอบในตัวคุณ ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะมันจะเป็นการสื่อสารโต้ตอบกัน บ่อยครั้งที่ผู้อ่านจะรู้สึกลึกๆ ว่านั่งอ่านบล็อกอยู่คนเดียว คนเขียนเป็นใครก็ไม่รู้ เหมือนกำลังติดตามเงาของคนที่ไม่มีตัวตน แต่หากคุณมีช่องทางการติดต่อมากมายสารพัด ผู้อ่านจะยินดีติดตามคุณโดยไม่กังขา อย่างน้อยๆในบางครั้ง บทความที่คุณเขียน อาจมีคำชื่นชมจากผู้อ่าน สินค้าที่คุณขาย ผู้ซื้ออาจมีข้อสงสัย และคำติชมต่างๆ ก็เป็นประโยชน์ในการพัฒนาเว็บหรือบล็อกของคุณต่อไป

4. The most important Experience
มีคำ 2 คำที่คุณต้องทำความเข้าใจ คือ "ทำอะไรได้" กับ "ทำอะไรมา" (Skills & Experience) คำว่าทำอะไรได้ คือการบอกว่าคุณทำอะไรเป็น มีความสามารถอะไร หรืออีกทีก็คือการเยินยอตัวเอง ลองนึกถึงธรรมชาติผู้อ่านสิ ถ้าตัวเรากำลังเยินยอตัวเอง ใครที่ไหนจะมานั่งฟัง ไม่ใช่เรื่องผิด หากคุณจะสาธยายสิ่งที่คุณทำได้ แต่มันจะดีกว่า ถ้าคุณจะให้ความสำคัญกับเรื่อง "คุณทำอะไรมาบ้าง"
บอกเล่าประสบการณ์ ดีกว่าเยินยอความสามารถตัวเองให้ผู้อื่นฟัง ไม่มีใครอยากรู้หรอกว่าคุณทำอะไรได้บ้าง คุณไม่ใช่นางแบบสาวสุดเซ็กซี่ ไม่ใช่ดาราหนุ่มสุดฮอต ที่ไม่ต้องพรีเซนท์อะไรมากมายก็ทำเอาคนคลั่งไคล้กันทั้งเมือง
สิ่งที่ผู้อ่านคลั่งไคล้ในตัวคุณคือเว็บหรือบล็อกของคุณ อาจจะเป็นบทความ อาจจะเป็นสินค้าที่คุณขาย มันจะดูดีกว่า ถ้าคุณบอกเล่าประสบการณ์ได้สมฐานะกับการเป็นเจ้าของเว็บหรือบล็อกแห่งนั้น
จำประโยคนี้ไว้ ยิ่งประสบการณ์ของคุณโชกโชน คุณก็จะยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก

5. What do you like the best?
บอกเล่าสิ่งที่คุณชื่นชอบ เพื่อหาพวกเดียวกัน คุณอาจจะชอบถ่ายรูป ชอบท่องเที่ยว ชอบดูคลิป18+ ชอบช็อปปิ้ง ชอบพอลล่า ชอบกินกบ ฯลฯ เชื่อไหมล่ะว่า เพียงแค่คุณบอกว่าชอบหนังสือเรื่องผู้อ่านบางคนก็จะปิ๊งคุณทันที ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่า "จริงเหรอเนี่ย ฉันก็เคยอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกันนะ"

6. Your way and your word
หนึ่งคำคมของปราชญ์ ทลายกำแพงใจของคนเขลาได้นับแสน จงหาคำคมประจำตัวเอง แล้วใส่ไว้ใน About Me คำคมมักจะบ่งบอกแนวคิดของตัวคุณ สังเกตสิว่าในกระดาน Facebook หลายต่อหลายคนเพียงแค่โพสคำคมสองสามคำ ก็มีคนมากด Like กันเพียบ คำคมประจำตัวคุณจะเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว มีคำเตือนนิดว่า อย่าคมมาก อย่าลึกซึ้งมาก ถ้ามากเกินไป มันจะอ่านไม่เข้าใจ
สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคู่กับคำคมก็คือ เป้าหมายชีวิต ประกาศให้ผู้อ่านรับทราบ เพื่อให้เขารู้ว่าเส้นทางชีวิตของคุณกำลังมุ่งไปที่จุดใด เมื่อเขาติดตามอ่านบทความของคุณ หรือติดตามดูสินค้าต่างๆของคุณ หรือแม้กระทั่งรับข่าวสารจากคุณทางเมล์ เขาจะรู้สึกกลายๆ ว่ากำลังเฝ้ามองคุณเติบโตในแต่ละวันโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว การประกาศบอกสิ่งเหล่านี้ ยังจะเป็นการตอกย้ำตัวคุณอีกด้วย ให้ฮึกเหิม และจะไม่มีวันย่อท้อ (ถ้าท้อก็อายผู้อ่านสิ จริงไหม)
มีเนื้อหาอีกหลายอย่างใน About Me สุดแล้วแต่คุณจะเขียน ที่แนะนำนี้ก็เป็นหลักๆ ซึ่งก็คือสิ่งที่เราจะต้องพรีเซ็นท์ให้ได้ เมื่อคุณขีดๆ เขียนๆ ครบความแล้ว มาดูกันต่อครับว่า การเขียน About Me จะเขียนในรูปแบบไหนได้บ้าง

รูปแบบการเขียน

1. Resume' of me
คือ การเขียนเรซูเม่ส่วนตัว ถ้าใครเคยสมัครงานคงจะรู้จักเป็นอย่างดี มันก็คือการทำโปรไฟล์หรือข้อมูลส่วนตัวนั่นเอง การเขียนเรซูเม่ก็เหมือนการนำเสนอตัวของคุณเอง ยิ่งเขียนมาก ผู้อ่านก็ยิ่งรู้จักข้อมูลส่วนตัวของคุณมากขึ้น รูปแบบการเขียนจะคล้ายๆ ใบสมัครงาน มีช่องระบุเรียบร้อย ใส่แต่ข้อมูลตามที่ระบุ
  • ข้อดีของการเขียนเรซูเม่ คือไม่ต้องกังวลเรื่องการเขียน เพราะคุณแค่กำหนดหัวข้อแต่ละอย่างว่าคืออะไรบ้าง เช่น ชื่อ-สกุล, ช่องทางการติดต่อ, ประสบการณ์, สถาบันที่เกี่ยวข้อง, รางวัลเกีรติยศ, คำคม, เป้าหมาย ฯลฯ เมื่อระบุแล้ว คุณก็แค่ใส่ข้อมูลตามที่ระบุไว้ แปะรูปตัวเองด้วย ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
  • ข้อเสียของการเขียนแบบเรซูเม่ คือมันจะดูจืดชืด สิ่งที่บอกผ่านเรซูเม่คือข้อมูลเท่านั้น มีความคิดของคุณปะปนซ่อนอยู่เพียงเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าคุณชอบที่จะเขียนเรซูเม่ก็เขียนได้เลย มันอยู่ที่ความชอบส่วนตัวครับ

2. Story of me
คือการเขียนโปรไฟล์ส่วนตัวในรูปแบบของเรื่องราว ใช้ สรรพนามแทนตัวบุรุษที่ 1 (ฉัน, ผม, ดิฉัน, หนู, ข้าพเจ้า, เดี๊ยน ฯ) จะคล้ายๆ กับการพูดคุยกับผู้อ่าน เหมือนกำลังเล่าเรื่องตัวเองให้ผู้อ่านฟัง หรือ สรรพนามบุรุษที่ 3 (เขา, หล่อน, มัน ฯ) จะเป็นการเล่าโดยเงา เหมือนมีใครคนหนึ่งกำลังเล่าเรื่องตัวคุณให้ผู้อ่านฟัง
หลายคนอยากจะเขียน About Me เป็นเรื่องราวแบบนี้ แต่ไม่ชำนาญภาษา อันที่จริงไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาเลย ถ้าคุณใช้ภาษาไทยมาตั้งแต่เกิด แค่เขียนเรื่องราวของตัวเอง มันง่ายยิ่งกว่าต้มมาม่าซะอีก เล่ามาเถอะ บ่งบอกความเป็นตัวคุณ อาจจะฝึกเล่าในโปรแกรม Notepad ก่อนก็ได้ เมื่อมั่นใจแล้วก็ค่อยเผยแพร่
  • ข้อดีของการเขียน Story of Me คือการถ่ายทอดข้อมูลส่วนตัวไปพร้อมๆ กับความคิดของคุณ สิ่งที่เขียนออกมาจะบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้มาก เหมือนคำเปรียบเปรยที่ว่า อยากรู้จักนักเขียน ให้อ่านสิ่งที่เขาเขียน ถ้อยความที่คุณบอกเล่าออกมา จะแทรกซึมมาด้วยแนวคิด ทัศนคติ และหลายสิ่งที่คุณอาจจะไม่เคยบอกใคร
  • แต่การเขียน Story of Me ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น บางครั้งการเขียนที่ยืดยาว (ถ้าเขียนเกิน2หน้าA4ก็ถือว่ายาวแล้วครับ) มันจะทำให้ผู้อ่านเบื่อที่จะอ่าน ยิ่งเขียนยาว ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะฝึกการใช้ภาษาเขียน มันจะช่วยให้ผู้อ่านติดตามอ่านจนจบ เมื่อไหร่ที่คุณเขียนได้อรรถรส จากข้อเสียก็จะกลายเป็นข้อดีในทันที ผู้อ่านจะติดตามอ่านเรื่องราวของคุณด้วยความสนุกชนิดที่ว่า วางไม่ลง

ถ้ายังไม่มั่นใจ หรือถ้ายังไม่ชำนาญภาษาเขียน ทดลองเขียนสักครึ่งหน้าก่อน เมื่อคุณคิดว่าใช้ภาษาเขียนคล่องแล้ว จะต่อเติมอย่างไร ยาวแค่ไหน ก็สุดแล้วแต่ตัวคุณ

นี่ก็คือเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการเขียน About Me ผมสนับสนุนการเขียน About Me ก็เพราะว่าโลก อินเตอร์เน็ต กำลังเติบโตไม่หยุดหย่อน เจ้าของเว็บหรือบล็อก ควรทำเพจ About Me รองรับการโต้ตอบกับผู้อ่าน เพราะยุคสมัยตัวใครตัวมันบนโลก อินเตอร์เน็ต จบลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักรบเงา นักเลงคีย์บอร์ด หรือนอมินี ต่อไปนี้เราจะได้รู้จักผู้อ่าน และผู้อ่านก็จะได้รู้จักเรา มันคือกุญแจสำคัญในการประชาสัมพันธ์อะไรก็ตามบน อินเตอร์เน็ต

ไม่ว่า About Me จะออกมาในรูปแบบใด ขอให้คุณตระหนักไว้ว่า นั่นคือตัวคุณ ไม่ใช่สนเท่ห์ ไม่ใช่การหลอกลวง สิ่งนี้สำคัญมาก มีผลต่อศรัทธาของผู้อ่าน ส่วนคุณจะเขียนในรูปแบบไหนให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ก็ต้องใช้วิจารณญาณครับ เว็บหรือบล็อกบางแห่ง ไม่เหมาะที่จะเขียนแบบ Story of Me ในขณะที่บางแห่ง เขียนแบบ Story of Me จะดูมีภาษีกว่า

อย่างไรก็ตาม สละเวลาสักนิดทำเพจ About Me ด้วยความตั้งใจ เชื่อสิว่าท้ายที่สุด สิ่งที่คุณจะได้รับ และจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวคือ ผู้อ่านจะชื่นชอบในตัวคุณ พวกเขาจะบอกต่อ กลุ่มผู้อ่านจะขยายตัว ยิ่งคุณมีการอัพเดท คุณก็จะยิ่งได้ผลลัพธ์ที่สุดยอด คุณไม่จำเป็นต้องสาธยายสินค้าที่คุณขายนับร้อยนับพันรายการ เพียงแค่คุณทำหน้าเพจ About Me เพียงหน้าเดียวก็เกินพอ "จงขายตัวคุณให้ได้ก่อนขายสินค้า" ตามศัพท์ที่เหล่านักการตลาดบนอินเตอร์เน็ตเรียกกันว่า Personal Branding

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555


วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 facebook ได้เปิดตัว  แบบใหม่ที่จะทำให้  เป็นเหมือน  ของผู้ใช้ทั่วไป

เรียกว่า 

เรามาดูกันครับว่า มีอะไรใหม่และต้องรู้บ้าง
1. หน้าตาเปลี่ยนไปทั้งดุ้น เพิ่ม facebook pages timeline cover ขนาด 851×351 px (เหมือนของผู้ใช้ทั่วไป), profile picture ทำเป็นแบบยาวไม่ได้ ต้องทำเป็น สี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาด 180×180 px (ย่อเป็น thumnail 32×32 px)
2. Cover ใส่ข้อมูลโปรโมชั่น ใส่ลูกศร เชิญชวนให้กด like, เชิญชวนให้ บอกเพื่อน หรือ share ไม่ได้ รวมถึงห้ามใส่เบอร์โทร หรือ e-mail ด้วย
facebook pages timeline 560x338 สิ่งที่ควรรู้ของ facebook pages Timeline แบบรวบรัด
ดูตัวอย่าง facebook pages timeline ได้ที่ http://facebook.com/surasak.l
3. ไม่สามารถตั้งค่า Landing Tab ได้แล้ว Tab Application จะถูกเปิดไปอีกหน้า ที่เพิ่มขนาดจากเดิม 525 px เป็น 810 px และดู App ได้มากที่สุด 12 ตัว
4. แฟนๆส่ง messages มาหาเราได้ เราสามารถตอบเป็นรายบุคคลได้ แต่ปัญหาคือ เราเริ่มส่งหาเขาก่อนไม่ได้ครับ
5.Facebook Timeline for pages สามารถ pin เรื่องสำคัญๆ ที่ต้องการเน้นได้ให้ไปอยู่ด้านบนได้ (Pin to top) แต่จะอยู่แค่อาทิตย์เดียว
pin to top menu สิ่งที่ควรรู้ของ facebook pages Timeline แบบรวบรัด
6. ติดดาวให้กับโพสได้ เมื่อติดดาวแล้ว โพสจะขยายความกว้างขึ้นครับ
facebook pages timeline before highlights สิ่งที่ควรรู้ของ facebook pages Timeline แบบรวบรัด
ก่อนกด Highlight (ติดดาว)
facebook pages timeline after highlights 560x272 สิ่งที่ควรรู้ของ facebook pages Timeline แบบรวบรัด
หลังติดดาวแล้ว
7. สามารถ pin กับ highlight พร้อมๆกันได้ แต่ เมื่อ pin แล้ว จะถูกยกขึ้นไปบนสุด แต่จะเหลือครึ่งเดียว (เพราะ ต้องแบ่งที่ครึ่งหนึ่งให้กับ friends activities) เมื่อ unpin ถึงจะขยายความกว้างเป็น highlight เหมือนเดิม
8.สามารถร้องขอการเปลี่ยนชื่อได้แล้ว (เย้) ก่อนหน้านี้เมื่อเกิน 100 Like จะเปลี่ยนไม่ได้ครับ
9. เราสามารถเล่าเรื่องของ Brand ได้ตั้งแต่กำเนิด (แบบเดียวกับ facebook timeline ของผู้ใช้เลยครับ)
10. Admin Panel ที่หน้าตาเปลี่ยนไปดูใช้ง่ายขึ้น (สรุปรวบรวมข้อมุลให้เรา)
admin panel 560x326 สิ่งที่ควรรู้ของ facebook pages Timeline แบบรวบรัด
11. ถ้าเรากดที่ปุ่ม ตรงที่บอกจำนวน Likes เราจะเจอว่า page นั้นๆ มีคน like/talking about กี่คน และ เมือง / อายุ ของคนที่ like page เรา ว่าเป็นใครอะไรยังไงคร่าวๆ และที่น่าตกใจคือ คนทั่วไปก็เข้าไปดูได้ครับ!! แถมใส่ graph ให้เสร็จสรรพ (ไม่รู้ระบบจริงจะเป็นอย่างไร)
facebook pages timeline likes and talking about 560x365 สิ่งที่ควรรู้ของ facebook pages Timeline แบบรวบรัด
12. ระบบจะดึงว่าเพื่อนๆของเราทำอะไรกับ page นี้บ้าง เพื่อดึงให้เราตัดสินใจ like ได้ง่ายขึ้นครับ
โดยสรุปก็คือ เปลี่ยนใหม่เกือบหมดสำหรับหน้าตา ผมเองก็ต้องปรับเยอะเหมือนกันให้กับลูกค้าหลายราย และ ก็น่าสนุกดีครับ ^^
(อันนี้เป็น infographic ที่ @butthun ทำสรุปขึ้นมาครับ นำมาจาก facebook.com/BrandBaker)
facebook timeline sheet 560x905 สิ่งที่ควรรู้ของ facebook pages Timeline แบบรวบรัด

เรื่องที่คล้ายกัน:

สำหรับธุรกิจแล้วระหว่าง Facebook Page กับ Facebook Profile สร้างอะไรดีกว่ากัน?
รวบรวมคำคม และ คำพูด ของ Steve Jobs ฉบับแปลไทย
โฆษณาสิ่งพิมพ์แบบโดนๆ สำหรับคนรักการอ่าน Gandhi Bookstores: Hidden Prize
ส่งของแบบไม่รีบแต่สวยงามกับ โฆษณาน่ารักๆ FedEx Dominoes
โชคดี คือ "โอกาส" บวกกับ "ความพร้อม" , MIM: “The Journey of the Legend Writer”
Try It Again วิธีที่ facebook นำออกมาเพื่อให้คนกลับไปเล่น facebook apps?

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

อัพเดทข้อมุลให้สมาชิก Fan Page (NEW!)


เมื่อไม่นานมานี้ Facebook ได้ ประกาศ เอาไว้ว่า หลังจากวันที่ 30 กันยายน 2554 เป็นต้นไป จะไม่มีฟังก์ชั่น "การส่งข้อมูลอัพเดท" ไปยังกล่องข้อความของสมาชิกแต่ละคนอีกต่อไป ซึ่งก็มีหลายคนที่ได้ถามผมเข้ามาว่าเมนู "ส่งข้อมุลอัพเดท" มันหายไปไหน แล้วมีวิธีการอัพเดทข้อมูลให้สมาชิกอย่างไรได้บ้าง
ผมก็คงได้แต่บอกว่า ผมเองก็เสียดายฟังก์ชั่นนี้อยู่เหมือนกันครับ ในเมื่อเราเป็นเพียง User คนนึงเท่านั้น เราก็ต้องทำใจ และต้องเชื่อว่าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง มันจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ Facebook ได้ตัดเมนูนี้ออกก็จริง แต่ก็ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการอัพเดทข้อมูลให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ด้วย 2 วิธีการหลักๆ คือ

1. การโพส Content บนกระดานข้อความ

สมาชิกจะเห็นอัพเดท Page ของคุณในส่วน News Feed (ข่าวใหม่) ของพวกเขาเอง คุณสามารถกำหนดเป้าหมายผู้อ่านสิ่งที่คุณโพสด้วย Location (สถานที่) หรือ Language (ภาษา) โดยการเลือก Customize (ปรับแต่ง) จากตัวเลือก Dropdown ก่อนที่คุณจะกดแชร์ข้อความ
ตามความเห็นของผม ก็ยังรู้สึกว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบแกนๆ ไปยังงั้น ยังไม่ประทับใจเท่าที่ควร เพราะข้อเสียของ News Feed ที่ผมได้เคยพูดถึงไว้คือมันจะถูกดันลงข้างล่าง ถ้าสมาชิกที่มีเพื่อนเยอะ และเข้ามาอ่านไม่ทัน ก็เท่ากับสมาชิกคนนั้นพลาดข้อมูลที่เราอัพเดทให้ แต่ผมก็ยังเชื่อว่า Facebook ไม่หยุดพัฒนาไว้แค่นี้แน่ๆ ครับ... เร็วๆ นี้น่าจะปล่อยของมาอีกแน่ ^_^

2. การใช้ Facebook Ads หรือ Sponsored Sotries

เป็นการ ลงโฆษณาใน Facebook ที่ช่วยทำให้ข้อความของคุณเด่นขึ้นมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น หรือสมาชิกเดิม สามารถมองเห็นอัพเดทโพสใหม่ๆ ของคุณได้อีกด้วย
ก็ต้องยอมรับกันล่ะครับว่า สำหรับ Facebook แล้ว มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเปลี่ยนแปลงบ่อยจริงๆ (พี่เค้าเยอะ ^^) สิ่งที่คุณรู้ในวันนี้ อีกไม่นานมันก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นอีก เพราะฉะนั้นจงอย่ายึดติดกับ "วิธีการ" แต่ขอให้ยึด "หลักการ" เอาไว้ คือ "การดูแลลูกค้า หรือสมาชิกในแฟนเพจ" โดยพยายามปรับตัวตามสถานการณ์ ตามเทคโนโลยีให้ทันอยู่เสมอครับ

ทำไมต้องกด like


จากบทความครั้งก่อนที่ผมได้เขียนถึง Facebook Marketing แบบถูกวิธีเอาไว้ ซึ่งเครื่องมือสำคัญก็คือ Fan Page นั่นเอง แต่ก็มีหลายคนที่ยังคงสงสัยว่า แล้วเราจะเริ่มต้นใช้ Fan Page ในการทำการตลาดยังไง ไอ้เจ้าปุ่ม Like มันมีไว้กดก็จริง แต่กดแล้วได้อะไร? กดทำไม?
สำหรับเรื่องนี้ หลายคนที่ได้เริ่มต้นทำ Fan Page ไปแล้ว บางคนยังไม่ทราบเลยนะครับว่า การกด Like นั้น กดเพื่ออะไร? บางคนก็ยังเข้าใจผิดคิดว่า เมื่อเราอัพเดทข้อความบนกระดานข้อความ (Wall) แล้ว บรรดาแฟนเพจที่กด Like จะมองเห็นสิ่งที่เราโพสบนกระดานข้อความ... ครับ อาจจะเห็นถ้าเขาอยู่หน้าจอเวลานั้นพอดี แต่มันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการกด Like ครับ

ลองอ่านเหตุการณ์สมมุติข้างล่างนี้ครับ

  1. ผมได้ไปกด Like ที่ Fan Page A
  2. เจ้าของ Fan Page A โพสที่กระดานข้อความ ตอนบ่าย 2 วันนี้
  3. บังเอิญ ตอนบ่าย 2 วันนี้ ผมติดธุระสำคัญ ไม่สามารถเข้า Facebook ได้
  4. ผมมีเพื่อนใน Facebook ประมาณ 1,000 คน และเพื่อนแต่ละคน ต่างก็อัพเดทข้อความบนกระดานของตนเอง
  5. ผมทำธุระเสร็จ และเปิดเน็ตได้ ตอนประมาณ 6 โมงเย็น
แน่นอนครับ เมื่อเข้าไปที่ Facebook ข้อความที่ feed อยู่หน้าแรก มันก็ถูกดันลงข้างล่างหายไปหมดแล้วครับ แล้วผมจะเห็นสิ่งที่เจ้าของ Fan Page A โพสเอาไว้ได้อย่างไร นอกเสียจากว่า ผมจะเข้าไปดูที่หน้ากระดานข้อความของ Fan Page A ซึ่งก็เป็นไปได้ยากอีกนั่นแหละ เพราะผมได้กด Like ไว้ตั้งไม่รู้กี่ Page (บางคนอาจกดไว้เป็นร้อย Page) แล้วใครจะไปตามดูได้ครบทุกเพจ จริงมั้ยครับ? ถ้าผมต้องตามเข้าไปอ่านอัพเดทที่กระดานข้อความในแต่ละ Page ด้วยตัวเอง สู้ผมใช้วิธีเซฟ Favorite หรือ Bookmark ในเครื่องคอมผมเองไม่ง่ายกว่าหรือครับ?
เกริ่นมาซะยาว คงเห็นภาพกันแล้วนะครับ... ที่นี้ แล้วเจ้าปุ่ม Like มีประโยชน์อะไรล่ะ ในเมื่อกดแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนี่นา?... เพื่อนๆ คงจะรู้จักเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังมากชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือ E-Mail Marketing แล้วใช่มั้ยครับ การกด Like นั้นก็เปรียบได้กับเครื่องมือชิ้นนี้เลย แต่ง่ายยิ่งกว่า เพราะคนที่กด Like เขาไม่ต้องกรอก email ให้กับเจ้าของ Fan Page เลยแม้แต่น้อย ก็แค่คลิกปุ่ม Like ปุ่มเดียวเท่านั้น

สำหรับเจ้าของ Fan Page

หน้าที่ของคุณคือ การส่งข้อมูลอัพเดท แจ้งข่าวสารให้สมาชิก แจ้งโปรโมชั่นสินค้าต่างๆ อัพเดทบทความดีๆ ให้สมาชิกได้อ่านกัน (เหมือนบทความนี้ไงล่ะครับ ^_^) โดยมีฟังก์ชั่นนึงที่ส่งตรงถึงสมาชิกทุกคนที่กด Like ครับ ส่งเข้าไปที่กล่อง Message (ข้อความ) หรือ Other (อื่นๆ)

สำหรับบรรดาแฟนๆ ที่กด Like

ถ้าคนที่กด Like เป็นเพื่อน (ได้ Add friend เอาไว้) กับเจ้าของ Fan Page A ข้อความอัพเดทจะส่งเข้ามาที่กล่อง Message แต่ถ้าไม่ได้ Add friend ไว้ ข้อความก็จะส่งเข้า Other ครับ ซึ่งจะไม่ feed หายไปไหน แต่มันรอให้สมาชิกเข้ามาอ่านยังไงล่ะครับ
และแน่นอนครับว่า เหล่าบรรดาสาวก facebook ทั้งหลาย ก็ไม่จำเป็นต้องล็อกอินเข้าอีเมล์ของตนเพื่อเข้าไปเช็คเมล์แต่อย่างใด แต่ละคนสามารถอ่านข้อความอัพเดทได้ทันทีเพราะมันอยู่ใน Facebook Profile อยู่แล้ว นี่จึงเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังเทียบเท่า หรือมากว่า E-Mail Marketing ซะอีกครับ ถ้าเพื่อนๆ รู้จักใช้ประโยชน์จากมัน